• หน้าแรก
  • รุ่นรถยนต์/อีวี
  • รุ่นจักรยานยนต์
  • รุ่นรถแทรกเตอร์
  • รถเกี่ยวข้าว/Smart Farm
  • เครื่องยนต์อเนกประสงค์
  • ค้นหาผู้จำหน่าย
  • กระดานซื้อขาย/MotorShow
  • ข่าวเด่นรถยนต์Œ/รีวิวรถยนต์
  • ติดต่อโฆษณา

ข่าวรถแทรกเตอร์-เกษตรอัจฉริยะ | ข่าวรถยนต์-รถอีวี | ข่าวรถจักรยานยนต์-รถบิ๊กไบค์

โปรโมชั่น รถแทรกเตอร์ | โปรโมชั่น รถยนต์ | โปรโมชั่น รถจักรยานยนต์


คลี่แผนบริษัทรถยนต์ รับโลกยุค “อีวี”ครองเมือง

 



ขอบคุณ MGR Online (13 เม.ย. 2021) [1500 Views]

ไม่น่าแปลกใจที่เมื่อเข้าสู่ทศวรรษที่ 2563 การขยับตัวของบริษัทรถยนต์ในเรื่องของการแสดงจุดยืนเกี่ยวกับการขับเคลื่อนบน ความยั่งยืน อย่างการใช้รถยนต์พลังไฟฟ้า จะมีภาพที่ชัดเจนมากขึ้น และมีออกมาให้เห็นอย่างอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแน่นอนว่าถ้าเปรียบเทียบ เครื่องยนต์สันดาปภายในเป็นเหมือนกับสื่อสิ่งพิมพ์อย่างนิตยสารแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้น ณ ตอนนี้ ก็คือ หลายแบรนด์เริ่มไม่อยากที่จะลงทุนกับ เทคโนโลยีที่ (ดูเหมือนว่าจะ) ไม่มีอนาคตอีกต่อไป และพร้อมที่จะเอาทรัพยากรที่ตัวเองมีอยู่ไปทุ่มเทให้กับการพัฒนา ความหวังใหม่อย่างรถยนต์ไฟฟ้าจะดีกว่า

นับจาก เอ็มจี ได้ถอดปลั๊กและเลิกผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์รุ่นแรกของตัวเองอย่าง EV1 เมื่อปี 2546 ดูเหมือนว่าโอกาส แจ้งเกิดของรถยนต์ไฟฟ้าแทบจะดับลงไปอย่างสิ้นเชิง แม้ว่าจะมีการก่อกำเนิดแบรนด์ Tesla ในปี 2549 ก็ตาม แต่นั่นก็เป็นแค่ ‘ของเล่น’ เศรษฐีมากกว่าการแสดงตัวเป็นรถยนต์สำหรับคนทั่วไป

จนกระทั่งการเข้ามาของวิกฤตน้ำมันในช่วงปี 2551 และทำให้ราคาน้ำมันดิบขยับตัวขึ้นสูงอย่างต่อเนื่องชนิดที่ทำ New Height แทบจะทุกวัน หลายฝ่ายเริ่มหันมามองเรื่องของพลังงานที่มีความยั่งยืน และรถยนต์ไฟฟ้าถูกกลับมาพูดถึงอีกครั้ง เพียงแต่คราวนี้ผู้ที่ (กล้า) จะเปิดเกมก่อนกลับเป็นนิสสันเมื่อพวกเขาเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าที่จำหน่ายในเชิงพาณิชย์รุ่นแรกออกมาในปี 2542 ภายใต้ชื่อ ลีฟ (LEAF)

นับจากนั้น ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่อง และยิ่งมีมากขึ้นเรื่องๆ เมื่อมีเรื่องของความเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม และการใส่ใจในเรื่องของการมลพิษในอากาศตามความตกลงตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ที่มีขึ้นในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสเมื่อปี 2558 ซึ่งทางออกในการปฏิบัติตามตกลงคือ การลดมลพิษจากรถยนต์ให้เหลือศูนย์ ซึ่งนั่นถือเป็นการเปิดศักราชกลายๆ ให้กับรถยนต์ไฟฟ้า

เมื่อก่อนเราเข้าใจกันว่าปัจจัยหลักที่ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าไม่ค่อยได้รับความนิยมนั้นมาจากเทคโนโลยีของตัวรถยังไม่สัมพันธ์กับการทำให้เทคโนโลยีมีราคาที่จับต้องได้ เช่นเดียวกับความกลัวในการเปลี่ยนแปลงของนักขับและระบบสาธารณูปโภคที่จะรองรับกับการใช้งาน แต่ ณ ตอนนี้มีการพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ทั้ง 3 เรื่องไม่ใช่อุปสรรคอีกต่อไป ตลาดรถยนต์มีแต่จะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และเป็นรถยนต์แห่งความหวังที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้

เมื่อแบรนด์รถยนต์กำลังละทิ้งโลก I.C.E.

เทรนด์และแนวโน้มของรถยนต์ไฟฟ้ากำลังดีขึ้นเรื่อยๆ เทคโนโลยีใช้งานง่ายขึ้นและสามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนทั่วไป ได้จนแตกต่างจากการใช ้งานรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในเพียงเล็กน้อย และที่สำคัญคือ ราคารถยนต์ไฟฟ้าถูกลงกว่าจากที่เคยมีมาก่อนหน้านี้ เรียกว่าได้ว่า สมรรถนะดีขึ้น (แล่นได้ไกลขึ้น ชาร์จใช้เวลาน้อยลง) และมีราคาที่จับต้องได้ เรียกว่าช่วงราคาของรถยนต์ไฟฟ้ามีให้เลือกตั้งแต่รถยนต์ราคาประหยัด ไปจนถึงรถยนต์ราคาแพงระดับหรูหรา

แต่ที่สำคัญเหนืออื่นใดคือ การกำหนดข้อบังคับของภาครัฐที่มีส่วนอย่างมากในการ ‘บีบ’ ให้แบรนด์รถยนต์ต้องเดินตาม โดยเฉพาะในยุโรป ที่มีการประกาศ ออกมาอย่างชัดเจนแล้วว่า บริษัทรถยนต์จะต้องลดการปล่อยค่าเฉลี่ยของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในรถยนต์ที่ขายอยู่ในตลาดจากเดิมอยู่ที่ 95 กรัมต่อ 1 กิโลเมตร ให้เหลือ 59 กรัมต่อ 1 กิโลเมตรภายในปี 2573 ซึ่งนั่นหมายความว่าแบรนด์ไหนก็ตามที่อยากจะขายรถยนต์ในภูมิภาคนี้ จะต้องเพิ่มทางเลือกรถยนต์ไฮบริด PHEV หรือไม่ก็ BEV ออกสู่ตลาดให้มากขึ้น และลดปริมาณการใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในลง

ตรงนี้ก่อให้เกิดการปรับทิศทางและกลยุทธ์ของแบรนด์รถยนต์อย่างชัดเจน เพราะหลายแบรนด์เริ่มประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนแล้วว่าจะยุติบทบาทในการพัฒนาเครื่องยนต์สันดาปภายใน และภายในช่วงปี 2573พวกเขาจะเป็นบริษัทรถยนต์ที่ผลิตเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ในช่วงที่รอการเปลี่ยนผ่านนั้น ทุกแบรนด์ก็ยังผลิตทั้งรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในขายเคียงคู่กับรถยนต์ไฟฟ้าไปก่อน จนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสม

อย่าง 3 สหายในตลาดรถยนต์หรูของเยอรมนีก็มีแผนการที่ชัดเจนเพราะแต่ละค่ายต่างเปิดตัวซับแบรนด์ออกมา เช่น อาวดี้ คือ e-tron เมอร์เซเดส-เบนซ์ คือ EQ และ บีเอ็มดับเบิลยู คือ i รวมถึงแบรนด์ในเครืออย่าง มินิ ก็มีการเปิดตัวรุ่น SE ซึ่ง ณ ตอนนี้ซับแบรนด์เหล่านี้ต่างมีผลผลิตใหม่ๆ ของตัวเองออกมาขายอย่างต่อเนื่อง โดยทาง Daimler AG ที่เป็นบริษัทแม่ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประกาศชัดเจนเมื่อปีที่แล้วว่าพวกเขาจะยุติการลงทุนใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องยนต์สันดาปภายใน และไปโฟกัสอยู่กับการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าแทน

วอลโว่ คือ รายล่าสุดที่แถลงออกมาเช่นนี้พร้อมกับการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าแบบ BEV รุ่นแรกของตัวเองออกมาเมื่อต้นเดือนมีนาคม

สิ่งที่น่าสนใจคือ ในช่วงเวลาที่เปลี่ยนผ่านนั้น บริษัทรถยนต์จะทำอย่างไรกับไลน์ผลิตของพวกเขา เพราะรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในกับรถยนต์ อีวี มีทั้งชิ้นส่วนและพื้นฐานทางวิศวกรรมที่แตกต่างกันค่อนข้างเยอะ การลงทุนเพื่อพัฒนาแพล็ตฟอร์มขึ้นมาใหม่สำหรับรองรับรถยนต์ อีวี สักคันต้องใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่บางรายอย่างเช่น บีเอ็มดับเบิลยู กำลังหาทางออกให้รถยนต์ทั้ง 2 แบบนี้อยู่ร่วมกันบนไลน์ผลิตของโรงงานเดียวกันให้ได้ ซึ่งนั่นหมายความว่าไลน์ผลิตแห่งนั้นจะต้องมีความยืดหยุ่นมากในระดับหนึ่งเลยทีเดียว และ บีเอ็มดับเบิลยู เชื่อว่าจะทำได้

แม้จะดูเป็นเรื่องยาก แต่ต้องยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ต้องทำในช่วงที่โลกยานยนต์กำลังจะต้องเปลี่ยนผ่านในแบบที่เรียกว่าเป็นการปฏิวัติการเดินทางของรถยนต์ส่วนตัวในรอบ 100 กว่าปีเลยทีเดียว

เสียงตอบรับจากฝั่งญี่ปุ่น

ต้องยอมรับว่าการฝืนกระแสเป็นเรื่องที่ยาก แต่จะเห็นได้ว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นมักจะเป็นผู้นำในเรื่องของระบบการขับเคลื่อนแบบใหม่มาตลอด ทั้งไฮบริด (Toyota-2540) Fuel Cell (Toyota&Honda-2545) และรถยนต์ไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์ (Nissan-2552) แต่ดูเหมือนว่าในบางครั้งพวกเขาก็ยังยึดมั่นและทำตัวเหมือนกับไม่ตามกระแสสักเท่าไร

ตรงนี้จะว่าไปแล้วก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะถ้าพูดถึงเรื่องของการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านมลพิษ บริษัทรถยนต์หลายแห่ง โดยเฉพาะ โตโยต้า มีรถยนต์ที่มีมลพิษต่ำ เช่น ไฮบริด FCEV หรือ PHEV วางขายอยู่ในตลาดอยู่แล้ว และหลายรุ่นด้วย ซึ่งนั่นทำให้พวกเขาอาจจะขยับตัวช้า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ขยับตัวเลข

จากการเปิดเผยของโตโยต้าเอง แม้ว่าพวกเขาจะมุ่งมั่นกับการผลักดันการใช้ไฮโดรเจนในการผลิตกระแสไฟฟ้าภายในระบบปิดของตัวรถด้วยเทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) แต่เมื่อพูดถึงรถยนต์ไฟฟ้าแล้ว โตโยต้า มีแผนการทำตลาดอยู่เช่นกัน เพราะถ้ามองย้อนกลับไปในอดีตก็ต้องบอกว่าโตโยต้า ถือเป็นผู้บุกเบิกตลาดประเภทนี้เช่นกัน เพียงแต่ RAV4 EV ที่เปิดตัวในปี 2540 ต้องล้มพับไปพร้อมกับ EV1 ของ จีเอ็มเพราะมาผิดที่ผิดเวลา ก่อนที่จะกลับมาอีกครั้งในปี 2555 แต่นั่นก็เป็นผลผลิตที่ไม่ Mass เหมือนกับ LEAF ของ นิสสัน



อย่างไรก็ตาม นอกจากการปรับรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในให้เป็นไฮบริดในรูปแบบต่างๆ เพื่อแทนที่รุ่นที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในเพียงอย่างเดียวแล้วโตโยต้า เองก็มีแผนในการผลิตรถยนต์ที่มีมลพิษต่ำออกสู่ตลาด โดยตามสัญญาที่ทำเอาไว้กับ ซูซูกิ ,ซูบารุ และมาสด้า นั้น ทางโตโยต้า จะเป็นแม่งานใหญ่ในการพัฒนาเทคโนโลยี EV เพื่อต่อยอดให้กับแบรนด์เหล่านี้ และภายใต้ชื่อโตโยต้า เองจะมีรถยนต์ไฟฟ้าออกขายในตลาดทั่วโลกถึง 10 รุ่นภายในปี 2568

ส่วนฮอนด้า มีรุ่น e วางขายอยู่แล้ว แต่พวกเขาก็มีแผนที่จะเปิดตัวรุ่นใหม่ๆ ออกมาด้วยเช่นกัน และวางแผนเอาไว้ว่าภายในปี 2565 จะมีรถยนต์ที่ขับเคลื่อนทั้งแบบไฮบริด และไฟฟ้าล้วนรุ่นใหม่ๆ เปิดตัวออกมาไม่ต่ำกว่า 4 รุ่น ขณะที่ นิสสัน นอกจาก LEAF และที่เพิ่งเปิดตัวออกมาอย่าง Ariya ก็จะมีรถยนต์ขนาดเล็กไซส์ K-Car และ SUV ขนาด 7 ที่นั่งในเวอร์ชันพลังไฟฟ้าออกมาทำตลาดด้วยเช่นกัน

จะเห็นได้ว่า แม้ค่ายญี่ปุ่นที่ทำท่าว่าจะไม่สนใจตลาดอีวี ในตอนแรก แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาไม่สามารถที่จะทำตัวเป็น ปลาว่ายทวนน้ำได้ตลอดเวลาในเมื่อกระแสของตลาดทั่วโลกกำลังเกิดความเปลี่ยนแปลง

แต่ละแบรนด์มีอะไรอยู่ในใจบ้าง

จริงอยู่ที่หลายแบรนด์ โดยเฉพาะฝั่งญี่ปุ่นที่ยังยึดนโยบายในการผลิตโดยเน้นไปที่เทคโนโลยีเปลี่ยน ผ่านอย่างไฮบริดมากกว่าที่จะกระโดดเข้าสู่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าอย่างจริงจังเหมือนกับแบรนด์ฝั่งยุโรป แต่ทว่าส่วนใหญ่ก็มีแผนในการุรกเข้าสู่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่ตัวเองไม่เคยรุกล้ำเข้ามาก่อน

ปอร์เช่ ถือเป็นแบรนด์รถสปอร์ตที่ประกาศตัวอย่างโดดเด่นว่าจะลุยตลาด อีวี เพราะนับตั้งแต่การเปิดตัวรุ่น Taycan ออกมา ดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไรหยุดพวกเขาได้ และตามแผนการของ ปอร์เช่ พวกเขาจะมีเวอร์ชันพลังไฟฟ้าของรถยนต์ที่มีขายอยู่แล้วในตลาดออกมาถึง 4 รุ่นเลยทีเดียวภายในปี 2565 ขณะที่รุ่น 911 นั้น มีข่าวระบุว่าจะมีเวอร์ชันพลังไฟฟ้าออกวางขายภายในปี 2573

โฟล์กสวาเกน ลุยหนักไม่แพ้กัน เพราะจากเดิมที่มีเพียง 1 เดียวในตอนนี้คือรุ่น ID.3 แต่ตามแผนงานภายในปี 2568 จะมีอีก 4 รุ่นที่เปิดตัวออกสู่ตลาด โดยส่วนใหญ่เป็นรถยนต์ที่ผลิตและพัฒนาขึ้นใหม่ ไม่ได้ถูกสร้างจากรถยนต์ที่มีอยู่แล้วในตลาด

ทางฝั่งเกาหลีก็แรงไม่แพ้กัน เพราะทั้งฮุนได และเกีย ต่างมีแผนการรุกตลาดของตัวเองอยู่แล้ว อย่าง ฮุนได นอกจาก Kona Ioniq และ Nexo แล้ว พวกเขายังมีอีก 3 รุ่นรอคิวเปิดตัวคือ รถยนต์แบบครอสส์โอเวอร์บนพื้นฐานของ Ioniq ตามด้วยรถยนต์ซีดานขนาดกลางและปิดท้ายด้วย เอสยูวี แบบ 7 ที่นั่ง

ส่วน เกีย กลับฮ็อตกว่า เพราะประกาศจะมีรถยนต์เปิดตัวถึง 13 รุ่นภายในปี 2568 โดยจะมี 2 รุ่นแรกออกขายก่อน นั่นคือ e-GT ในมาดสปอร์ต และเอสยูวี แบบไฟฟ้าที่จะเริ่มขายไม่เกินปี 2565 ส่วนที่เหลืออีก 11 รุ่นจะทยอยเปิดตัวอย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2568

ยอดขายจะเป็นอย่างไรต่อไป ?

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ในช่วงเริ่มต้นทุกอย่างจะดูเล็กไปหมด เพราอย่างในปี 2561 ที่ โฟล์กสวาเกน ทำยอดขายแซงหน้า โตโยต้า ด้วยตัวเลข 10.8 ล้านคัน สัดส่วนของรถยนต์ไฟฟ้าในตอนนั้นมีแค่ 40,000 คันหรือคิดเป็น 0.4% เท่านั้นเอง หรือเมื่อมองในแง่ภาพรวมตลาดโลกจากจำนวนยอดขายทั่วโลกราวๆ 95 ล้านคัน มีรถยนต์ไฟฟ้าแค่ 1.3 ล้านคัน โดย Tesla ขายได้ถึง 220,000 คันตามด้วย BAIC Group ของจีนซึ่งอยู่ที่ 150,000 คัน กลุ่ม Alliance ของนิสสัน , เรนโลต์ และมิตซูบิชิ อยู่ที่ 130,000 คันที่เหลือก็เป็นของบีเอ็มดับเบิลยู , โฟล์กสวาเกน ,เดมเลอร์ รวมถึงแบรนด์อื่นๆ ลดหลั่นกันไป

แต่ทว่ากราฟตรงนี้เริ่มขยับขึ้นเรื่อยๆ

ในทศวรรษที่ 2563 กราฟยอดขายระหว่างรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในกับรถยนต์ไฟฟ้าจะเริ่มสวนทางกัน เพราะอย่างที่บอกข้างต้นว่ามาจากปัจจัยในเรื่องการเปลี่ยนกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับข้อกำหนดทางภาครัฐ และการมองหาความยั่งยืนในการขับเคลื่อน ผลคือ ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าจะสามารถแซงหน้ารถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในได้ภายในปี 2583 โดยมีการประเมินว่าเมื่อถึงตอนนั้นยอดขายจะอยู่ที่ 48.8 ล้านคัน ต่อ 42.2 ล้านคันตามลำดับ

โดยปัจจัยเร่งเร้าเรื่องนี้มีอยู่ 2 เรื่องคือ การบังคับใช้มาตรการด้านการควบคุมมลพิษของ EU ที่เริ่มในปี 2564 และการที่จีนกลายเป็นตลาดรถยนต์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ของโลก โดยว่ากันว่าในส่วนของยอดขายรถยนต์ไฟฟ้านั้น โฟล์กสวาเกน จะเป็นเจ้าครองตลาดด้วยตัวเลขในระดับ 1.4 ล้านคันต่อปีเลยทีเดียว

ในปัจจุบัน เมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลง ทุกอย่างมักจะมาอย่างรวดเร็วและฉับพลันไม่ทิ้งระยะนานเหมือนกับในอดีต ดังนั้น ใครที่ไม่อยากตกขบวนรถไฟที่ชื่อว่า อีวี ก็ต้องหันมาสนใจตลาดกลุ่มนี้อย่างจริงจังกันแล้ว



ความคิดเห็น



ข่าวน่าสนใจ Hot News
“ฟอร์ด เรนเจอร์” ใหม่ เปิดตัวครั้งแรกในโลก
ตลาดไทยหอมหวาน รถแบรนด์จีนต่อแถวบุก
ฮอนด้าเปิดตัว New 500 Series จัดเต็ม
“ยามาฮ่า” ส่ง “R7” เติมเต็ม “Racing Series”
สยามคูโบต้า คว้า2รางวัล "Marketing Award of Thailand 2021"
แทรกเตอร์ไร้คนขับ ควบคุมด้วย AI เกษตรกร สั่งการผ่านมือถือ
สยามคูโบต้า เคาะเป้าปีนี้ 6.3 หมื่นล้าน
เปิดตัว! จอบหมุน ฟาร์มเทค พรีเดเตอร์ แกร่ง แรง เร็ว















หมวดยานยนต์-แทรกเตอร์ โปรโมชั่น-ข่าวเด่น-รีวิว 108เอ็นจินดอทคอม
รถอีวี /รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า โปรโมชั่นรถยนต์ /รถแทรกเตอร์ /จักรยานยนต์ หน้าแรก108engine.com
รถอีโคคาร์ ข่าวรถยนต์-รถไฟฟ้า ข้อตกลงการใช้งาน
รถกระบะ-รถอเนกประสงค์ ข่าวรถแทรกเตอร์-SMART FARM นโยบายความเป็นส่วนตัว
รถแทรกเตอร์ ข่าวรถจักรยานยนต์-รถบิ๊กไบค์ ติดต่อโฆษณา Advertise With Us
รถเกี่ยวนวดข้าว MOTOR SHOW / TRACTOR SHOW ติดต่อเรา Contact Us
รถจักรยานยนต์ ทัวร์ร้านค้ายานยนต์ทั่วไทย  
รถบิ๊กไบค์ รีวิว รถยนต์-รถอีวี  
เครื่องยนต์อเนกประสงค์ รีวิว รถจักรยานยนต์-รถบิ๊กไบค์  
Follow us
   
Copyright © 2000 - 2022  108Engine Dot Com All Rights Reserved