• หน้าแรก
  • รุ่นรถยนต์/อีวี
  • รุ่นจักรยานยนต์
  • รุ่นรถแทรกเตอร์
  • รถเกี่ยวข้าว/Smart Farm
  • เครื่องยนต์อเนกประสงค์
  • ค้นหาผู้จำหน่าย
  • กระดานซื้อขาย/MotorShow
  • ข่าวเด่นรถยนต์Œ/รีวิวรถยนต์
  • ติดต่อโฆษณา

ข่าวรถแทรกเตอร์-เกษตรอัจฉริยะ | ข่าวรถยนต์-รถอีวี | ข่าวรถจักรยานยนต์-รถบิ๊กไบค์

โปรโมชั่น รถแทรกเตอร์ | โปรโมชั่น รถยนต์ | โปรโมชั่น รถจักรยานยนต์


รู้จัก 3 แบรนด์รถไฟฟ้าสุดหรูจากเยอรมนี

 



ขอบคุณ MGR Online (23 ก.ค. 2021) [1117 Views]

จริงอยู่ที่นิสสันคือ แบรนด์แรกที่เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า BEV (Battery Electric Vehicle) ในแบบ Mass Production ออกสู่ตลาดกับรุ่น LEAF ในปี 2552 แต่ดูเหมือนว่าตลาดที่มีการขยับตัวอย่างจริงจังกับรถยนต์เสียบปลั๊ก ประเภทนี้ กลับตกอยู่กับแบรนด์ระดับหรูหราเป็นหลัก ซึ่งส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะเทคโนโลยีแบตเตอรี่และ ระบบไฟฟ้า ในการขับเคลื่อนยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และมีราคาค่อนข้างสูง ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าแบบเสียบปลั๊ก หรือ BEV ส่วนใหญ่แล้ว จะฝังตัวอยู่ในกลุ่มของแบรนด์ระดับหรูเป็นหลัก

แน่นอนว่าบีเอ็มดับเบิลยู คือ แบรนด์ระดับหรูรายแรกที่มองเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และพวกเขาเปิดตัว แบรนด์ย่อยหรือ Sub-Brand ที่ชื่อว่า i ออกมาสู่ตลาดเพื่อรองรับกับการขยายตัวของตลาดกลุ่มนี้ และนั่นถือว่าเป็น การปลุกกระแสให้คู่แข่งร่วมชาติอย่างเมอร์เซเดส-เบนซ์ และออดี้ เริ่มมาขยับตัวตาม จนทำให้ 3 แบรนด์หรูเหล่านี้ถือเป็น ผู้เล่นหลักในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าระดับหรู

สำหรับวันนี้เรามาทำความรู้จักกับบรรดาซับแบรนด์ของทั้ง 3 แบรนด์หรูสัญชาติเยอรมนี ที่ในอนาคตน่าจะเป็นชื่อที่ พวกเราคุ้นหูกันมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อตลาดรถยนต์ไฟฟ้ามีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และแบรนด์เหล่านี้มีรถยนต์ไฟฟ้า ระดับหรูออกมาทดแทนบรรดารถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในของตัวเองมากขึ้น


BMW-i3 Concept

BMW i เปิดตัว : 2011

บีเอ็มดับเบิลยู แนะนำซับแบรนด์ที่เรียกว่า i ออกมาเมื่อปี 2554 หลังจากเปิดตัวต้นแบบเป็นการชิมลางมาตั้งแต่ปี 2552 i เป็นการสื่อถึงรถยนต์เสียบปลั๊กของ บีเอ็มดับเบิลยู โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่พึงพิง กระแสไฟฟ้าจาก แบตเตอรี่อย่าง BEV หรือพวกไฮบริดที่มีการเสียบปลั๊กชาร์จไฟเพื่อนำมาใช้ใน EV Mode ที่มีอยู่ในตัวรถ

ณ วินาทีนั้น ในยุคที่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้ายังไม่ฟูฟ่องอย่างเต็มที่เหมือนกับช่วงหลังปี 2558 ทำให้ผลผลิตจาก ซับแบรนด์นี้จึงมีเพียงแค่ 2 รุ่นเท่านั้น นั่นคือ i3 ที่เป็นรถยนต์ไฟฟ้าแบบ BEV อย่างเต็มตัวที่เปิดตัวในปี 2556 และรถสปอร์ต i8 ที่เป็นสปอร์ตแบบไฮบริด Plug-in ซึ่งเปิดตัวตามหลัง 1 ปี


BMW-iX

อย่างไรก็ตาม เมื่อแนวโน้มและทิศทางของรถยนต์นั่งส่วนบุคคลมีความชัดเจนมากขึ้นว่ากำลังมุ่งหน้าไปทางไหน ซับแบรนด์อย่าง i ก็เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอชนิดที่เรียกได้ว่ารถยนต์บางรุ่นเปิดตัวออกมาภายใต้ชื่อ i ก่อนที่จะมีรุ่นปกติขายเสียอีก หรือบางรุ่นก็ถูกพัฒนามาเพื่อซับแบรนด์นี้เท่านั้น

แน่นอนว่า i มีรถยนต์ที่ผลิตขึ้นเพื่อใช้ซับแบรนด์นี้ในการทำตลาดอย่างเป็นเรื่องเป็นราวอยู่แล้ว ขณะที่ในกลุ่มของรถยนต์สันดาปภายในเองของบีเอ็มดับเบิลยู ก็จะมีรุ่น Hybrid-Plug-in ที่วางขายแยกส่วนกัน โดยจุดสังเกตคือ ถ้าเป็นความเกี่ยวพันกับรุ่นที่มีขายอยู่แล้วมักจะใช้คำว่า e ต่อท้าย เช่น 330e, 530e หรือ X1 xDrive25e เป็นต้น แต่ถ้าผลิตภายใต้ชื่อ i รถยนต์รุ่นนั้น ๆ จะนำหน้าด้วยตัว i เลย เช่น i4, i8 หรือ i3


BMW-i4


ในทศวรรษที่ 2010 บีเอ็มดับเบิลยู มุ่งเป้าในการพัฒนารถยนต์แบบเสียบปลั๊กอย่างต่อเนื่อง และในทศวรรษนี้จนถึง เดือนธันวาคม 2562 เมื่อนับทุกส่วนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อมทั้งรถยนต์ BEV และ Hybrid แบบต่าง ๆ รวมถึงภายใต้ชื่อแบรนด์ บีเอ็มดับเบิลยู และมินิ แล้ว บีเอ็มดับเบิลยู ทำยอดขายไปแล้วมากกว่า 500,000 คัน ขณะที่เมื่อแยกรุ่นออกมาอย่าง i3 นั้นมียอดขายราว 165,000 คัน และ i8 อยู่ที่ 20,000 คัน

เมื่อมองมาที่รถยนต์ของกลุ่ม i จะพบกว่าตอนนี้เริ่มมีความหลากหลายมากขึ้น เพราะตลาดรถยนต์ไฟฟ้า และรถยนต์แบบเสียบปลั๊กมีการขยายตัวอย่างต่อเรื่อง โดยปัจจุบันผลผลิตจาก i นอกเหนือจาก i3 และ i8 แล้วก็มี iX3 ที่เป็น SUV ขนาดคอมแพ็กต์ที่อยู่บนพื้นฐานของ X3 ขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าที่เป็นเจนเนอเรชั่นที่ 5 ของ บีเอ็มดับเบิลยู ตามด้วยรถยนต์ขนาดกลางแบบ Gran Coupe 4 ประตู อย่าง i4 ที่พัฒนามาจากต้นแบบ i4 Concept ที่เปิดตัวเมื่อปี 2563 และรุ่นล่าสุดคือ iX กับตัวถังแบบ SUV ขนาดใหญ่ที่พัฒนามาจากต้นแบบชื่อ Vision iNEXT โดยทั้ง 2 รุ่นนี้ขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าล้วน


Mercedes-Benz-EQS

Mercedes-Benz EQ เปิดตัว : 2019

เช่นเดียวกับบีเอ็มดับเบิลยู ทางเมอร์เซเดส-เบนซ์ มีซับแบรนด์ที่ถูกแยกออกมาต่างหากเพื่อเจาะตลาดรถยนต์ แบบเสียบปลั๊ก แต่ที่ต่างกันคือ EQ ของค่ายดาว 3 แฉกจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าแบบ BEV เพียว ๆ ส่วนหน้าที่ของพวก Plug-in Hybrid จะเป็นงานของรถยนต์รุ่นปกติที่มีขายอยู่ในตลาด

ถึงจะมาทีหลัง แต่แนวคิดในการก่อกำเนิดไม่แตกต่างกันเท่าไร คือ การมองเห็นถึงอนาคตในการเติบโต ของตลาด รถยนต์ไฟฟ้า และการสร้างความชัดเจนในการเจาะตลาดระหว่างรถยนต์แห่งอนาคต กับรถยนต์ที่มีขายอยู่ในปัจจุบัน โดยแนวคิดของ EQ ถูกเปิดตัวออกมาตั้งแต่ปารีส มอเตอร์โชว์ 2559 ซึ่งตอนนั้น เมอร์เซเดส-เบนซ์ นำต้นแบบที่ชื่อว่า Generation EQ Concept มาจัดแสดง และอีกเพียง 3 ปีพวกเขาก็เปิดตัวรุ่นจำหน่ายจริงออกมา


Mercedes-Benz-EQC

EQC คือ รถยนต์รุ่นแรกที่เปิดตัวออกสู่ตลาด โดยจุดหลักของรถยนต์ในกลุ่มนี้คือ การแชร์พื้นฐานในแง่ของ ตัวถังร่วมกับรถยนต์ที่มีขายอยู่ในตลาด เรียกว่ามีการปรับและดัดแปลงก็แค่ในแง่ของรูปลักษณ์ภายนอกและภายใน รวมถึงส่วนขับเคลื่อนที่ถอดเอาแบบขับเคลื่อนที่มีขุมพลังสันดาปภายในออกและแทนที่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า และชุดแพ็คของแบตเตอรี่ อย่าง EQC คือ การแชร์พื้นฐานร่วมกับ GLC-Class

ด้วยแนวคิดเช่นนี้ถือว่าทำให้ EQ สามารถรุกตลาดได้เร็วขึ้นกว่าคู่แข่ง เพราะใช้เวลาในการพัฒนาที่สั้นลง จึงไม่น่าแปลกใจที่หลังจากนั้นพวกเขาทยอยส่งผลผลิตจาก EQ Brand ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องและมากขึ้น เช่น EQV ที่มาจากรถตู้ V-Class ในปี 2563 ตามด้วย EQA ที่พัฒนาจากพื้นฐานของ A-Class และ EQB ที่มาจากพื้นฐานของ GLB-Class ที่เปิดตัวในปี 2564


Mercedes-Benz-EQC

จะมีก็บางรุ่นที่ถือว่าเป็นรุ่นหวังผลในด้านภาพลักษณ์และการทำตลาดซึ่งอาจจะใช้วิธีนี้ไม่ได้ ก็จะมากับการพัฒนา และปรับปรุงใหม่ เช่น EQS และ EQS SUV ที่พัฒนาอยู่บนพื้นตัวถังรุ่น MEA-Modular Electric Architecture

ตามเป้าหมายของเมอร์เซเดส-เบนซ์ มีการวางแผนเอาไว้ว่าจะเปิดตัวรถยนต์จาก EQ ออกสู่ตลาดรวมทั้งหมด 10 รุ่นภายในปี 2565 โดย 3 รุ่นในนั้นจะเป็นการพัฒนาบนพื้นฐานของแบรนด์อย่าง Smart โดยทั้งหมดอยู่บนพื้นฐาน ของแนวคิด Electrified Effort ที่ประกาศโดย Dieter Zetsche CEO ของ Daimler AG ที่ประกาศชัดเจนว่า ภายในปี 2568รถยนต์ไฟฟ้าจะต้องมียอดขายอยู่ในระดับ 15-25% ของยอดขายรวมทั้งหมดทั่วโลกของแบรนด์


Audi-e-tron

Audi e-Tron เปิดตัว : 2009

เอาเข้าจริง ๆ แล้วออดี้ จริงจังกับตลาดขุมพลังแบบเสียบปลั๊กมาก่อนใครเพื่อน เพียงแต่ว่าไม่ดัง และไม่เปรี้ยงปร้าง เหมือนกับที่บีเอ็มดับเบิลยูและเมอร์เซเดส-เบนซ์ ทำ ช่วงแรกของพวกเขาไม่มีความชัดเจนเท่าที่ควร เพราะอย่าง e-Tron ที่เป็นต้นแบบในปี 2552 สุดท้ายก็ถูกส่งไปเป็นโมเดลเชนจ์ของ Audi TT ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการเปิดตัว เป็นทางเลือกใหม่สำหรับตลาดพลังไฟฟ้า

ขณะที่รุ่นตามหลังมาก็เป็นทั้งต้นแบบแต่สุดท้ายก็ไม่ได้มีการผลิตจริง รวมถึงการเป็นรถยนต์ทดสอบไม่ได้มีวางขาย เช่น A3 แบบไฟฟ้าล้วนที่เปิดตัวในปี 2554 จนกระทั่งในปี 2556 ชื่อ e-Tron ก็ถูกนำมาใช้ แต่ก็เป็นแค่รุ่นย่อยใน รถยนต์รุ่นหลัก โดย e-Tron จะถูกใช้ตั้งเป็นชื่อรุ่นย่อยสำหรับรถยนต์แบบไฮบริด Plug-in เช่น A3 e-Tron Plug-in ที่ผลิตขายในปี 2556-2561 หรือไม่ก็ผลิตแบบจำกัด เช่น R8 e-Tron ที่เปิดตัวในปี 2558 แบบรุ่นพลังไฟฟ้าล้วน และมีผลิตไม่ถึง 100 คัน


Audi-e-tron

เรียกว่ามาก่อนแต่ขาดความชัดเจนในการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รับรู้และรับทราบ จนกระทั่งปี 2561 ทางออดี้ จึงมีความชัดเจนในเรื่องของการใช้ชื่อนี้เพื่อเป็นซับแบรนด์ในการทำตลาดรถยนต์แบบเสียบปลั๊กของตัวเองมากขึ้น จริงอยู่ที่ว่า e-Tron รุ่นแรกที่เปิดตัวออกมาในปี 2561 จะมีหน้าตาที่ดูคล้ายกับผลผลิตพวก SUV ที่มีขายอยู่แล้วอย่าง Q5 หรือ Q7 แต่ทว่าตัวรถได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่บนพื้นตัวถังในรหัส MLB และเป็น SUV ระดับหรูหราที่มีตัวถังขนาด 4,901 มิลลิเมตร พร้อมความสามารถในการขับเคลื่อนระดับ 168 และ 188 แรงม้าจากมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ชุด

หลังจากการเปิดตัว e-Tron ในปี 2561 เหมือนกับเขื่อนที่กักการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ ของออดี้ พังทลายลง เพราะหลังจากนั้นเป็นต้นแบบออดี้ส่งผลผลิตจากซับแบรนด์ e-Tron ออกมาอย่างต่อเนื่อง เช่น Q2L e-Tron ที่เป็นเวอร์ชันพลังไฟฟ้าของ Q2 ในปี 2562 ตามด้วย e-Tron Sportback ในปี 2563 e-Tron GT ในปี 2564 และในปีเดียวกันนี้ออดี้ยังมีคิวเปิดตัวรุ่น Q e-Tron ทั้งรุ่นธรรมดา และรุ่นท้ายลาดแบบ Sportback


Audi-Q4 e-tron

แน่นอนว่าเมื่อมีความชัดเจนเช่นนี้ การตอบรับจากลูกค้าย่อมดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา โรงงานผลิตของ Audi e-Tron ที่เมืองบรัสเซลล์ ประเทศเบลเยี่ยม เพิ่งจะฉลองครบรอบการผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นนี้คันที่ 100,000 ซึ่งถือว่าใช้เวลาเร็วมากเพียงแค่ 3 ปีเท่านั้นในการทำตัวเลขถึงระดับนี้

ตรงนี้สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางในการดำเนินนโยบายที่ถูกต้องของออดี้กับตลาดกลุ่มนี้ และแสดงให้เห็นว่า รถยนต์ไฟฟ้าไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวอย่างที่ผู้บริโภคเคยวาดภาพเอาไว้อีกต่อไป


Audi-RS e-tron GT


ความคิดเห็น



ข่าวน่าสนใจ Hot News
“ฟอร์ด เรนเจอร์” ใหม่ เปิดตัวครั้งแรกในโลก
ตลาดไทยหอมหวาน รถแบรนด์จีนต่อแถวบุก
ฮอนด้าเปิดตัว New 500 Series จัดเต็ม
“ยามาฮ่า” ส่ง “R7” เติมเต็ม “Racing Series”
สยามคูโบต้า คว้า2รางวัล "Marketing Award of Thailand 2021"
แทรกเตอร์ไร้คนขับ ควบคุมด้วย AI เกษตรกร สั่งการผ่านมือถือ
สยามคูโบต้า เคาะเป้าปีนี้ 6.3 หมื่นล้าน
เปิดตัว! จอบหมุน ฟาร์มเทค พรีเดเตอร์ แกร่ง แรง เร็ว

















หมวดยานยนต์-แทรกเตอร์ โปรโมชั่น-ข่าวเด่น-รีวิว 108เอ็นจินดอทคอม
รถอีวี /รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า โปรโมชั่นรถยนต์ /รถแทรกเตอร์ /จักรยานยนต์ หน้าแรก108engine.com
รถอีโคคาร์ ข่าวรถยนต์-รถไฟฟ้า ข้อตกลงการใช้งาน
รถกระบะ-รถอเนกประสงค์ ข่าวรถแทรกเตอร์-SMART FARM นโยบายความเป็นส่วนตัว
รถแทรกเตอร์ ข่าวรถจักรยานยนต์-รถบิ๊กไบค์ ติดต่อโฆษณา Advertise With Us
รถเกี่ยวนวดข้าว MOTOR SHOW / TRACTOR SHOW ติดต่อเรา Contact Us
รถจักรยานยนต์ ทัวร์ร้านค้ายานยนต์ทั่วไทย  
รถบิ๊กไบค์ รีวิว รถยนต์-รถอีวี  
เครื่องยนต์อเนกประสงค์ รีวิว รถจักรยานยนต์-รถบิ๊กไบค์  
Follow us
   
Copyright © 2000 - 2022  108Engine Dot Com All Rights Reserved