• หน้าแรก
  • รุ่นรถยนต์/อีวี
  • รุ่นจักรยานยนต์
  • รุ่นรถแทรกเตอร์
  • รถเกี่ยวข้าว/Smart Farm
  • เครื่องยนต์อเนกประสงค์
  • ค้นหาผู้จำหน่าย
  • กระดานซื้อขาย/MotorShow
  • ข่าวเด่นรถยนต์Œ/รีวิวรถยนต์
  • ติดต่อโฆษณา

รอบรู้รถยนต์-รถอีวี ลำดับ : 141915

รอบรู้รถยนต์ | รอบรู้จักรยานยนต์ | รีวิวรถยนต์ | รีวิวรถกระบะ | รีวิวจักรยานยนต์

ข่าวรถยนต์-รถอีวี | ข่าวรถจักรยานยนต์-รถบิ๊กไบค์ | ข่าวรถแทรกเตอร์-เกษตรอัจฉริยะ

 



"คัมภีร์วิธีขับรถยนต์" ประหยัด-ลดการสึกหรอ


ตอนนี้ราคาน้ำมันก็มีวี่แววว่าจะขึ้นต่อไปเรื่อยๆ คนกรุงอย่างเราๆก็ยังคงเดินทางไปไหนมาไหนโดยอาศัย “รถยนต์"” เป็นหลัก ดังนั้นไม่ว่าทางไหนที่จะสามารถประหยัดได้ก็น่าที่จะลองดู การขับรถยนต์เชื่อว่าคงขับเป็นกันทั้งนั้น แต่การขับให้ประหยัดและลดการสึกหรอ เพื่อให้รถยนต์ใช้งานได้นานๆ และไม่กระทบกระทั่งกับเงินในกระเป๋าของคุณ "นายพล" มีข้อแนะนำมาฝาก

1.การเติมน้ำมัน เป็นหลักวิทยาศาสตร์ล้วนๆ ไม่ใช่ไสยศาสตร์ เพราะการขยายตัวของมวลสารที่แปรผันตามอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น ถ้าอากาศร้อนก็จะทำให้น้ำมันเกิดการขยายตัว การเติมน้ำมันจึงควรเติมเวลาที่อากาศเย็น เวลาที่ดีที่สุดคืออยู่ในช่วง 00.00-06.00 น. รองมาคือช่วง 22.00-00.00 น. และช่วง 06.00-09.00 น.

สรุปคือตั้งแต่ 20.00 ถึง 09.00 น. เป็นช่วงเวลาที่เติมน้ำมันแล้วจะได้ปริมาณมากกว่าช่วง 09.00-22.00 น. เพราะน้ำมันจะยังคงรูปแบบอยู่หรือ ขยายตัวเพียงเล็กน้อย จะประหยัดกว่าช่วง 09.00-22.00 น. อยู่ 2-5 เปอร์เซ็นต์ เช่น ช่วง 09.00-22.00 น. เติมเต็มถัง 40 ลิตร แต่ถ้าเติมช่วง 00.00-06.00 น. เต็มถังจะประมาณ 37.5-38.5 ลิตร และถ้าเติมช่วง 22.00-00.00 น. หรือ 06.00-09.00 น. เต็มถังก็แค่ 38-39 ลิตร ลองคำนวณดูราคาน้ำมันว่าจะประหยัดได้กี่บาทกี่เปอร์เซ็นต์

คนส่วนมากมักจะเติมน้ำมันหลังเลิกงานก่อนเข้าบ้านช่วง17.00-20.00น. จะพบว่าตอนเช้าขีดระดับน้ำมันจะตกลงต่ำกว่าตอนมาจอด ถ้าเติมตอน 06.00 น. แบบไม่เต็มถัง ขับไปทำงาน ตอนเที่ยงจะออกไปทานข้าว จะพบว่าขีดระดับจะสูงขึ้นกว่าตอนที่มาจอด

เวลาเติมน้ำมัน เด็กปั๊มมักจะขี้เกียจทอนเศษเงิน จึงมักกดยัดเยียดจนล้นหรือจนพอใจ เจ้าของรถก็ไม่สนใจ อย่าลืมว่าถังน้ำมันจะมีรูหายใจหรือ รูระบายแรงดันในถัง การเติมน้ำมันมากเกินไปก็ไม่เกิดประโยชน์ใดๆ เพราะพอมันขยายตัวน้ำมันก็จะถูกปล่อยทิ้งออกไปตอนรถวิ่งหรือกระแทก จึงควรเติมแค่หัวจ่ายตัดหรือเลยไปไม่เกิน 5 บาทก็ยังไม่เสียหาย เพราะจุดนี้ถือว่าสูญเสียหาย เพราะเติมน้ำมันมาปล่อยทิ้ง เจ้าของปั๊มได้กำไรจากยอดขายที่สูงขึ้น แต่เราขาดทุนเพราะเติมน้ำมันมาทิ้ง

2.การสตาร์ทรถและอุ่นเครื่อง ต้องอุ่นเครื่องเพราะว่าเครื่องยนต์ที่ดีและสึกหรอน้อยที่สุด ประหยัดที่สุด จะทำงานอยู่ในช่วง 90-95 องศาเซลเซียส

แต่ด้วยความเร่งรีบของสังคมปัจจุบัน ทำให้คนส่วนใหญ่มักจะขึ้นรถสตาร์ตเครื่องติดแล้วก็ขับออกไปเลย ขณะที่เครื่องเย็นอยู่ การหล่อลื่นยังไม่สมบูรณ์ ทำให้ต้องใช้กำลังฉุดลากมากกว่าปกติ นอกจากจะเปลืองน้ำมันแล้วยังสึกหรอมากด้วย แม้ใครจะเถียงว่าเครื่องยนต์รุ่นใหม่ไม่ต้องอุ่นเครื่องก็ตาม แต่เชื่อถือซักนิดก่อนเปลี่ยนเกียร์ออกตัวดีกว่าแน่นอน และไม่เสียเวลาอะไรมากด้วย

แต่บางคนก็ใจเย็นเกินไป ติดเครื่องทิ้งไว้นาน 4-5 นาทีกว่าจะออกรถ อันนี้ก็เกินความจำเป็นไป สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงโดยใช่เหตุ แถมบางคนสร้างความรบกวนรำคาญ และที่สำคัญสร้างมลพิษให้คนอื่นโดยไร้เหตุผลสิ้นดี

วิธีอุ่นเครื่องที่เหมาะคือปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมดก่อนสตาร์ตเครื่องเพื่อลดโหลดของเครื่องยนต์ให้น้อยที่สุดไม่ให้เกิดแรงฉุดกระชากมากเกินไป

อุ่นเครื่องไว้สักระยะ ลองคำนวณดูกะให้บรรดาน้ำมันหล่อลื่นได้ไหลเวียนไปครบถ้วนก่อนแล้วค่อยสตาร์ต จากนั้นจึงค่อยเปิด เครื่องใช้ไฟฟ้าตามต้องการ

3.การออกตัว ถือเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน เพราะหลายคนประเภทโรคจิตนิดๆ ถ้าไม่ได้ยินเสียงล้อเสียดสีกับผิวถนนตอนออกตัวแล้วนอนไม่หลับ

การออกตัวเป็นหัวใจสำคัญของการประหยัดและลดการสึกหรอเพราะเกียร์1 คือเกียร์กินน้ำมันมากเป็นอันดับสองรองจากเกียร์ถอยหลัง เพราะต้องใช้แรงฉุดอย่างมหาศาลเพื่อลากตัวถังน้ำหนักเป็นตันจากหยุดนิ่งให้เคลื่อนตัว การออกตัวแรงๆ นอกจากจะเปลืองเชื้อเพลิงแล้ว ยังสึกหรอมาด้วย ทั้งยางและเครื่องยนต์

การออกตัวที่ดีควรทำอย่างนิ่มนวลที่สุด เกียร์ออโต้ก็ควรค่อยๆ ปล่อยเบรกและกดคันเร่งเบาๆ อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอเพื่อเพิ่มความเร็ว ส่วนเกียร์ธรรมดาก็ค่อยๆ ปล่อยคลัตช์แล้วกดคันเร่งเลี้ยงรอบเครื่องไว้ที่ 1000-1200 รอบ ทำได้ดังนี้การออกตัวจะนิ่มนวล ประหยัด และสึกหรอต่ำ

ไม่ควรออกตัวด้วยเกียร์ 2 แม้ให้อัตราเร่งสูงกว่าก็จริง แต่การจ่ายน้ำมันก็มากไม่ต่างจากเกียร์ 1 เท่าไหร่ แต่ต้องแลกมาด้วย ความสึกหรอของเครื่องยนต์มหาศาล เครื่องจะหมดกำลังอัดเร็วกว่าปกติมาก จะยิ่งเปลืองน้ำมันแถมมีควันเพิ่มขึ้น ไม่นานก็ต้องซ่อมบำรุง ครั้งใหญ่ ที่สำคัญจะเร็วกว่าพวกใช้ตามปกติระดับแสนกิโลเมตร ถือว่าเป็นความสูญเสียโดยใช่เหตุอีกเช่นกัน

4.การขับขี่ หลังจากออกตัวมาแล้วก็ต้องเร่งเครื่อง เกียร์ออโตคือกดคันเร่งลงอย่างนิ่มนวล ต่อเนื่อง และสม่ำเสมอ และควรใช้โอเวอร์ไดรฟ์ หรือ O/D ในความเร็วสูง จะทำให้รอบต่ำลงมา ช่วยประหยัดน้ำมัน ส่วนปุ่ม ETC นั้นถ้าไม่ได้แข่งกับใครก็ไม่ควรจะใช้บ่อยนัก เพราะคือการลากเกียร์ จะทำให้เกิดการสึกหรอมากขึ้น เปลืองเชื้อเพลิงมากขึ้น แถมยังส่งผลต่ออายุงานของเกียร์ด้วย

สำหรับเกียร์ธรรมดา การเปลี่ยนเกียร์สูงขึ้นควรจะทำให้เร็วที่สุดและไปถึงเกียร์สูงสุดเร็วที่สุดเช่นกัน

5.ความเร็วปลายหรือความเร็วสูงสุดในการเดินทาง ถ้าขับระยะทางไกลๆ และต้องการใช้ความเร็วสูงแต่ประหยัดน้ำมันและการสึกหรอต่ำ อาจใช้อาศัยกฎธรรมชาติ เช่น แรงเสียดทานและแรงโน้มถ่วงมาช่วย โดยเฉพาะรถคันใหญ่ น้ำหนักมาก จะมีจุดหนึ่งที่หน้ายางสัมผัสถนน เต็มหน้าพอดีและตั้งฉาก จุดนั้นจะเหมือนว่าน้ำหนักตัวของรถน้อย คือจุดก่อนรถจะลอยตัว เป็นศัพท์ชาวบ้าน เป็นจุดสุดท้ายที่รถ ยังคงเสถียรภาพการเกาะถนนอยู่ รถแต่ละรุ่นจะได้ความเร็วไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับน้ำหนักรถและตัวสปอยด์เลอร์ที่ติดมา

จุดนี้หาได้โดยค่อยๆ กดคันเร่งเพิ่มความเร็วขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงจุดหนึ่ง จะพบว่าความเร็วรถจะเพิ่มขึ้นเองอย่างรวดเร็ว จนต้องถอนคันเร่งเช่นโดยทั่วไป

นอกจากนี้ การเดินทางไกลควรหยุดพักรถทุก 2 ชม. หรือ 200 กม. หรือขึ้นกับสภาพร่างกายของผู้ขับขี่ และการหยุดแต่ละครั้งไม่ควรต่ำกว่า 15 นาที ควรจอดในที่ร่ม บางคนชอบเปิดฝากระโปรงหน้าไว้เพื่อให้น้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ หรือน้ำมันเบรกได้คายความร้อน จะได้กลับมามีคุณสมบัติที่ดีอีกครั้ง แต่สำหรับรถยนต์รุ่นใหม่อาจไม่จำเป็นเพราะถูกออกแบบระบบระบายอากาศมาเป็นอย่างดีแล้ว

6.การเบรก ถ้าเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงการเบรกรุนแรง ทางที่ดีควรใช้การลดความเร็วและการลดเกียร์ลงมาหรือใช้ความเร็วให้เหมาะสม เพราะการเบรกรุนแรงนอกจากการสึกหรอของระบบเบรกแล้ว ยังมีน้ำมันเชื้อเพลิงค้างในห้องเผาไหม้จำนวนมาก เพราะปล่อยคันเร่ง ทันทีทันใดอาจจะซึมผ่านไปผสมกับน้ำมันเครื่อง ส่งผลให้น้ำมันเครื่องเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ และส่งผลต่อการสึกหรอของเครื่องยนต์ตามมา

7.การถอยรถ ในรถเกียร์อัตโนมัติคงไม่มีปัญหาเท่าไหร่กับการถอยหลัง เพราะยังไงก็ต้องหยุดรถให้สนิทอยู่แล้วจึงโยกเข้าเกียร์ถอยหลังได้ แต่ในรถเกียร์ธรรมดา สิ่งที่ควรทำคือทำแบบเกียร์อัตโนมัติ เหยียบเบรกให้รถหยุดสนิทก่อน แต่ถึงแม้รถจะหยุดสนิทแล้ว ก็ควรทิ้งระยะเวลาไว้เล็กน้อยประมาณ 3-5 วินาทีก่อนเข้าเกียร์ เพื่อให้เวลากับเพลาหรือเฟืองที่ยังมีแรงเฉื่อยอยู่หยุดหมุนเสียก่อน ไม่เช่นนั้นเมื่อต้องหมุนไปอีกทางในทางกลับกันก็จะเกิดการสึกหรออย่างมาก และยังเปลืองเชื้อเพลิงมากขึ้น ต้องใช้แรงฉุดมากขึ้น หรือบางทีก็มีเสียงไม่พึงประสงค์ออกมากันเลยทีเดียว

โดยทั่วไปแล้วเกียร์ถอยหลังจะมีอัตราทดและแรงมากที่สุดกว่าทุกเกียร์มีไม่กี่รุ่นทำเกียร์1 สูงกว่าเกียร์ถอยหลัง ดังนั้นจึงเป็นเกียร์ที่ใช้น้ำมัน มากที่สุด จึงควรนิ่มนวลในการเร่งและปล่อยคลัตช์มากที่สุด

8.การจอดรถ ก่อนถึงที่หมายซัก 100-200 เมตร ควรปิด AC หรือคอมเพรสเซอร์ของแอร์เหลือไว้เฉพาะพัดลมเพราะยังคงมีความเย็นในระบบอยู่ การกระทำดังกล่าวนอกจากจะช่วยประหยัดน้ำมันแล้ว พัดลมยังช่วยเป่าไล่ความชื้นออกจากตู้แอร์ทำให้ไม่มีกลิ่นอับชื้น ความชื้นในตู้แอร์หมดไป การผุกร่อนของตู้แอร์และระบบก็ลดลง ที่สำคัญไม่เป็นที่สะสมของเชื้อโรค

เมื่อถึงที่หมายและรถจอดสนิทแล้วก็ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมด ฟังเสียงว่าพัดลมไฟฟ้าทำงานอยู่หรือเปล่า ควรปล่อยให้พัดลมทำงาน จนหยุดก่อนจึงดับเครื่องยนต์ ถ้าไม่จอดขวางใครอย่าลืมดึงเบรกมือขึ้นด้วย เพราะหลายคนชอบเร่งเครื่องขึ้นไปรอบสูงๆ ก่อนดับเครื่อง โดยเข้าใจว่าจะทำให้เครื่องติดง่ายในครั้งต่อไป อันนี้อันตรายต่อเครื่องยนต์มาก เพราะน้ำมันเชื้อเพลิงจะตกค้างและปนไปอยู่กับน้ำมันเครื่อง ทำให้น้ำมันเครื่องเสื่อมสภาวะการหล่อลื่น สึกหรอมากขึ้น แถมน้ำมันค้างก็เหมือนการทิ้งไปเปล่าๆ

9.ลมยาง ควรจะตรวจเช็กลมยางอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ปริมาณลมยางก็ตามที่บริษัทผู้ผลิตแนะนำ ส่วนใหญ่จะมีในคู่มือ หรือบางรุ่นติดไว้ขอบประตูรถ

ถ้าลมยางอ่อนเกินไปก็จะทำให้รถซดน้ำมันมากขึ้นและขอบยางก็จะสึกมากขึ้นอายุยางก็ลดลงแต่ถ้าแข็งเกินไป ประหยัดน้ำมันก็จริง แต่ยางก็จะสึกตรงร่องกลางๆ มาก เสื่อมเร็วเช่นกัน ซ้ำร้ายยังส่งผลกระทบไปถึงลูกหมาก ลูกปืนจะพังเร็วกว่าปกติ

10.การเก็บสัมภาระไว้ในรถ ทั้งสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีนั่นแหละ ไม่ต้องเถียงกันว่าใครหนักกว่า เพราะเห็นมาเยอะ ไม่ควรเก็บของไว้ในรถมากเกินไป ควรเก็บที่จำเป็นจริง แต่ส่วนใหญ่มักอ้างว่าจำเป็นทั้งนั้น ของที่ใส่ในรถเป็นการเพิ่มน้ำหนักรถ ทำให้กินน้ำมันโดยใช่เหตุ

นอกจากนี้ การเลือกเส้นทางในการเดินทางก็เป็นสิ่งสำคัญ ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ย้ำว่าจริงๆ ควรหลีกเลี่ยงเส้นทางที่รถติดมากๆ หรือเลือกใช้เส้นทางที่ใกล้ที่สุด

ทั้งหมดนี้เป็นข้อแนะนำที่ไม่ใช่บังคับให้ใครต้องมาปฏิบัติแต่เชื่อว่าถ้าฝึกเรื่อยๆจนเป็นนิสัย แล้วค่อยๆ เพิ่มสิ่งที่ยังไม่ได้ทำเข้าไป สุดท้ายคุณจะเป็นคนขับรถที่ดี ประหยัดน้ำมัน และรถยนต์คู่ใจก็ทนทานใช้งานได้คุ้มค่า

  ที่มา : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์


ความคิดเห็น



รถอีวี รถไฟฟ้า EV Category
สเปค+ราคารถอีวี
ราคารถอีวี
ประเภทรถอีวี-รถไฟฟ้า
GWM HAVAL H6 Hybrid 2021
HONDA CITY e:HEV 2021
MG HS PHEV 2021
MITSUBISHI Outlander PHEV 2021
NISSAN KICKS e-POWER
TOYOTA Corolla Cross Hybrid 2021
รถอีโคคาร์ Eco Car Category
สเปค+ราคารถอีโคคาร์
ราคารถอีโคคาร์
รถอเนกประสงค์ PPV Car Category
รถอเนกประสงค์ พีพีวี
ราคารถอเนกประสงค์ พีพีวี
รถกระบะ Pickup Car Category
รถกระบะ 2ประตู มาตรฐาน
รถกระบะ 2ประตู แค็บ 2WD
รถกระบะ 2ประตู แค็บ 4WD
รถกระบะ 4ประตู ดับเบิ้ลแค็บ 2WD
รถกระบะ 4ประตู ดับเบิ้ลแค็บ 4WD
จักรยานยนต์ Motorcycle Category
จักรยานยนต์ ออโตเมติก(เอที) AT
จักรยานยนต์ ครอบครัว Family
จักรยานยนต์ สปอร์ต Sport
จักรยานยนต์ ออฟโรด Off Road

รอบรู้ รถยนต์
รถยนต์ค้างสต็อกหรือไม่ ดูตรงไหน
4ข้อ ควรรู้ก่อนขึ้น-ลงเขา
วิธีเข้าเกียร์ออโต้ระหว่างติดไฟแดง
ท่านั่งขับรถ ตำแหน่งการจับพวงมาลัย
วิธีใช้เกียร์ออโต้ อย่างปลอดภัย
รอบรู้ รถจักรยานยนต์
เป็นเจ้าของ Big Bike ค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง
วิธีเลือกรถบิ๊กไบค์มือสอง
วิธีเลือกซื้อรถจักรยานยนต์มือสอง







หมวดยานยนต์-แทรกเตอร์ โปรโมชั่น-ข่าวเด่น-รีวิว 108เอ็นจินดอทคอม
รถอีวี /รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า โปรโมชั่นรถยนต์ /รถแทรกเตอร์ /จักรยานยนต์ หน้าแรก108engine.com
รถอีโคคาร์ ข่าวรถยนต์-รถไฟฟ้า ข้อตกลงการใช้งาน
รถกระบะ-รถอเนกประสงค์ ข่าวรถแทรกเตอร์-SMART FARM นโยบายความเป็นส่วนตัว
รถแทรกเตอร์ ข่าวรถจักรยานยนต์-รถบิ๊กไบค์ ติดต่อโฆษณา Advertise With Us
รถเกี่ยวนวดข้าว MOTOR SHOW / TRACTOR SHOW ติดต่อเรา Contact Us
รถจักรยานยนต์ ทัวร์ร้านค้ายานยนต์ทั่วไทย  
รถบิ๊กไบค์ รีวิว รถยนต์-รถอีวี  
เครื่องยนต์อเนกประสงค์ รีวิว รถจักรยานยนต์-รถบิ๊กไบค์  
Follow us
   
Copyright © 2000 - 2021  108Engine Dot Com All Rights Reserved